เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าว ช่วงกลางดึก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ครอบครัวผู้ประสบเหตุและสังคมโดยรวม รายงานเบื้องต้นระบุว่า เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงสถานที่เกิดเหตุภายในเวลาไม่นาน เพลิงได้ลุกไหม้พื้นที่ภายในร้านเกือบทั้งหมด ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คาดว่าเกิดจากการสำลักควัน และเจ้าหน้าที่ยังคงตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์อย่างละเอียด
ภาพควันที่ไหลลงมาจากบริเวณเหนือฝ้าเพดาน ก่อนที่ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที สะท้อนความจริงสำคัญว่า เมื่อเกิดเพลิงไหม้ในอาคารปิด โดยเฉพาะสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น แสงสว่างน้อย เสียงดัง และมีวัสดุตกแต่งจำนวนมาก เวลาสำหรับการตัดสินใจและหลบหนีอาจสั้นกว่าที่เราคาดคิดมาก วัสดุที่ดูเหมือนไม่อันตราย เช่น วัสดุดูดซับเสียง ฉนวน ฝ้าเพดาน ผ้าม่าน หรือของตกแต่ง หากติดตั้งใกล้แหล่งกำเนิดความร้อนและระบบไฟฟ้าและไม่มีคุณสมบัติหน่วงไฟ อาจกลายเป็นเชื้อเพลิงที่เร่งให้ไฟลุกลามได้ไม่แพ้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือแก๊สหุงต้มที่มองเห็นอันตรายได้ชัดเจนกว่า นอกจากนี้วัสดุดังกล่าวยังก่อให้เกิดแก๊สที่ลุกติดไฟได้ และควันพิษที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม บทบาทของวัสดุเหล่านี้ต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ยังต้องรอผลการตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการ
ประเทศไทยเคยเผชิญบทเรียนจากเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงมาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุ ซานติก้าผับในปี 2552 เหตุเมาน์เทนบี ในปี 2565 และ เหตุการณ์ครั้งนี้ในปี 2569 คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีกฎหมายหรือมาตรฐานหรือไม่” แต่คือมาตรฐานเหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติ ตรวจสอบ และบำรุงรักษาอย่างจริงจังเพียงใด กฎกระทรวงที่ใช้กำกับอาคารสถานบริการ พ.ศ. 2555 ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กำหนดองค์ประกอบด้านความปลอดภัยไว้หลายด้าน เช่น ทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่ถูกล็อกหรือกีดขวาง ป้ายบอกทางออกและไฟฟ้าฉุกเฉิน ระบบตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เครื่องดับเพลิง ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ รวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับวัสดุตกแต่งภายในที่ต้องช่วยลดการลุกลามของไฟและการเกิดควัน ความปลอดภัยจึงไม่ควรจบลงเพียงการมีเอกสารรับรองหรือผ่านการตรวจในวันใดวันหนึ่ง แต่ต้องเป็นสภาพที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงที่หน้างาน
สำหรับมหาวิทยาลัยซึ่งมีทั้งอาคารสูง ห้องปฏิบัติการ สำนักงาน ห้องเรียน หอประชุม และพื้นที่จัดกิจกรรม การป้องกันต้องเริ่มตั้งแต่การสำรวจความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ ทั้งตู้ควบคุมไฟฟ้า สายไฟ จุดเชื่อมต่อ ปลั๊กพ่วง การเสียบปลั๊กทิ้งไว้ วัสดุติดไฟบริเวณใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนสภาพของสัญญาณแจ้งเหตุ ประตูหนีไฟ ป้ายทางออก ไฟฉุกเฉิน และอุปกรณ์ดับเพลิง เส้นทางหนีไฟต้องเปิดโล่งและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ไม่ใช่ใช้เป็นพื้นที่วางของหรือถูกปิดล็อกเพื่อความสะดวกในการควบคุมอาคาร
แผนตอบโต้เหตุฉุกเฉินและการฝึกซ้อมมีความสำคัญไม่แพ้ระบบทางวิศวกรรม การฝึกซ้อมที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริงช่วยให้ผู้ใช้อาคารรู้จักเสียงสัญญาณ เส้นทางหนีไฟ จุดรวมพล และหน้าที่ของตน รวมทั้งช่วยทดสอบการประสานงานระหว่างหน่วยรักษาความปลอดภัย ทีมฉุกเฉินของมหาวิทยาลัย สถานีดับเพลิง และหน่วยงานโดยรอบ ผู้เข้าร่วมจึงไม่ควรมองการซ้อมหนีไฟเป็นกิจกรรมที่เสียเวลา เพราะเมื่อเกิดเหตุจริง เราอาจไม่มีเวลายืนอ่านป้ายหรือรอคำสั่งอย่างละเอียด
ในชีวิตประจำวัน เมื่อเข้าไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ควรใช้เวลาเพียงเล็กน้อยสังเกตทางออกอย่างน้อยสองทาง ตรวจดูว่าประตูเปิดได้หรือไม่ มีสิ่งกีดขวางหรือไม่ และป้ายทางออกมองเห็นได้ชัดเจนเพียงใด หากพบควัน กลิ่นไหม้ หรือสัญญาณผิดปกติ ควรรีบแจ้งเหตุและอพยพทันทีโดยไม่ย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สิน เนื่องจากควันและก๊าซจากการเผาไหม้อาจเป็นอันตรายได้ก่อนที่เปลวไฟจะมาถึง หากจำเป็นต้องผ่านบริเวณที่มีควัน ควรก้มตัวหรือคลานต่ำ เพราะอากาศบริเวณใกล้พื้นมักมีควันและความร้อนน้อยกว่า การใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกและปาก หรือการใช้อุปกรณ์คลุมศีรษะตามวิธีที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงแนะนำ อาจช่วยลดการสัมผัสเขม่า ความร้อน และควันได้ในระดับหนึ่งระหว่างการอพยพ แต่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ไม่สามารถทดแทนอากาศสะอาดหรืออุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจได้ จึงไม่ควรทำให้ชะลอการหนีออกจากพื้นที่ สำหรับเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ควรใช้เฉพาะเมื่อไฟยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ผู้ใช้ได้รับการฝึก มีเครื่องดับเพลิงที่เหมาะสม และมีทางออกอยู่ด้านหลังตลอดเวลา หากไฟลุกลามรวดเร็ว มีควันหนา หรือไม่มั่นใจว่าจะควบคุมได้ ต้องให้ความสำคัญกับการอพยพและแจ้งเจ้าหน้าที่เป็นอันดับแรก
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการเพิ่มอุปกรณ์หรือออกกฎใหม่ แต่คือการสร้าง "วัฒนธรรมความปลอดภัย" ที่ทุกคนไม่ยอมรับสภาพการณ์และการกระทำที่ไม่ปลอดภัย ไม่ปล่อยให้ประตูหนีไฟถูกกีดขวาง ไม่มองข้ามสายไฟชำรุด ไม่ละเลยสัญญาณเตือน และไม่ทำให้การฝ่าฝืนกฎหมายด้านความปลอดภัยกลายเป็นเรื่องปกติ ความปลอดภัยต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เคร่งครัดเพียงชั่วคราวหลังเกิดเหตุ เพราะสำหรับอัคคีภัยบางรูปแบบ การป้องกันอาจเป็นโอกาสเดียวที่เรามี ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ฟังสัมภาษณ์ ศ.ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ ผู็อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ
ในรายการ "เครือข่ายสายตรง วิทยสถาบัน" สถานีวิทยุจุฬาฯ วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.40-13.00 น.
คลิกเพื่อฟังสัมภาษณ์
![]() |
ศูนย์ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
| โทร.: 0 2218 5222, 09 9132 6622 (ในวันและเวลาราชการ) 09 9132 6622 (เฉพาะกรณีฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง) | |
| อีเมล: shecu@chula.ac.th |
| จำนวนผู้เข้าชม | |||
|
|||
| 12 ตุลาคม 2562 |