ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นักศึกษามหาวิทยาลัยในต่างประเทศเสียชีวิตจากการสัมผัสกรดไฮโดรฟลูออริก (HF)
346 views    
  ดร.องอาจ ธเนศนิตย์  [28 ส.ค. 69]    

บทความโดย: ดร.องอาจ ธเนศนิตย์

ศูนย์ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ

(28 สิงหาคม 2569)

      

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เมื่อนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาถูกกรดไฮโดรฟลูออริก (Hydrofluoric Acid; HF) สัมผัสร่างกายในปริมาณมาก บริเวณศีรษะและใบหน้าและต่อมาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตามรายงานเบื้องต้น มีนักศึกษาชาย 3 คนถูกนำส่งโรงพยาบาล โดยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ได้รับ HF โดยตรงเสียชีวิต ขณะที่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาอีกหนึ่งคนและนักศึกษาระดับปริญญาตรีซึ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้รับบาดเจ็บเช่นกัน แม้จะมีอาการไม่รุนแรงก็ตาม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญสำหรับห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยทุกแห่งว่า HF ไม่ใช่เพียงกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน แต่เป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษต่อระบบของร่างกาย และการสัมผัสเพียงครั้งเดียวสามารถนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตได้

กรดไฮโดรฟลูออริก หรือ “กรดกัดแก้ว” มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากกรดอนินทรีย์ทั่วไป แม้ HF จะเป็นกรดอ่อนในแง่ของการแตกตัวในน้ำ แต่ ความเป็นกรดอ่อนไม่ได้หมายความว่ามีความเป็นพิษต่ำ HF สามารถทำลายเนื้อเยื่อและซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่เนื้อเยื่อชั้นลึกได้ ฟลูออไรด์ไอออนสามารถจับกับแคลเซียมและแมกนีเซียมในร่างกาย ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของสมดุลอิเล็กโทรไลต์และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและการเสียชีวิตได้ สิ่งที่ทำให้ HF มีความน่ากังวลอย่างยิ่งคือ ความรุนแรงของอาการไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกัดกร่อนที่ผิวหนังเพียงอย่างเดียว และในกรณีของ HF ความเจ็บปวดหรืออาการรุนแรงอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะเมื่อใช้สารละลายที่มีความเข้มข้นต่ำ ดังนั้น “ไม่เจ็บทันที” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่เป็นอันตราย” และไม่ควรรอให้อาการปรากฏก่อนจึงเริ่มดำเนินการช่วยเหลือ

มีประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ มีนักศึกษาอีกสองคนได้รับบาดเจ็บร่วมด้วย หากสาเหตุนั้นเกิดจากการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ประเด็นนี้จะสะท้อนหลักสำคัญของการตอบโต้เหตุฉุกเฉินในห้องปฏิบัติการว่า “ผู้ช่วยเหลือต้องไม่กลายเป็นผู้ประสบเหตุรายต่อไป” เมื่อเกิดอุบัติเหตุจากสารเคมี โดยเฉพาะสารที่มีความเป็นพิษสูง ผู้พบเห็นเหตุการณ์ไม่ควรรีบเข้าไปสัมผัสตัวผู้ประสบเหตุโดยปราศจากการประเมินสถานการณ์และอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม การช่วยเหลือที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เหตุการณ์จาก ผู้ประสบเหตุหนึ่งคน กลายเป็นหลายคน นี่คือเหตุผลที่การจัดการเหตุฉุกเฉินต้องได้รับการออกแบบไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่เริ่มคิดเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว

 

ข้อแนะนำในการทำงานกับ HF อย่างปลอดภัย

1. การจัดเก็บ

  • จัดเก็บในพื้นที่ที่เหมาะสม แห้ง เย็น และมีการระบายอากาศที่ดี (อาจจะมีมาตราการป้องกันการเข้าถึงสารเคมีชนิดนี้)
  • ไม่จัดเก็บร่วมกับสารที่เข้ากันไม่ได้ เช่น โลหะ เบสแก่ สารออกซิไดซ์ และวัสดุที่ HF สามารถกัดกร่อนได้
  • จัดวางบนภาชนะรองรับ (secondary container) ที่สามารถทนต่อการกัดกร่อนของ HF ได้
  • ต้องไม่จัดเก็บบนชั้นสูง เพื่อป้องกันการหกหล่น

2. ก่อนเริ่มทำงาน

  • ต้องรู้จักสารและประเมินความเสี่ยงก่อนทำงานกับ HF ผู้ปฏิบัติงานควรศึกษาข้อมูลจาก Safety Data Sheet (SDS) และมี Standard Operating Procedure (SOP) ที่เหมาะสมกับกิจกรรมนั้น ควรพิจารณาอย่างน้อย ความเข้มข้นและปริมาณของ HF ขั้นตอนการทำงานและจุดที่มีโอกาสเกิดการกระเด็น ความเข้ากันได้ของวัสดุและภาชนะ ระบบระบายอากาศ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) อุปกรณ์ล้างสารเคมีฉุกเฉิน สารหรืออุปกรณ์สำหรับการปฐมพยาบาลที่เหมาะสม วิธีการแจ้งเหตุและการนำส่งผู้ประสบเหตุไปยังสถานพยาบาล
  • หากสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ HF ได้ ควรพิจารณาสารหรือวิธีการอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า

3. ระหว่างการทำงาน

  • ควรดำเนินการในพื้นที่ที่เหมาะสมและใช้ตู้ดูดควัน โดยเฉพาะงานที่มีโอกาสเกิดไอหรือการกระเด็น
  • ภาชนะบรรจุ HF ต้องเหมาะสมกับสาร และไม่ควรใช้ภาชนะแก้วในการเก็บ HF เนื่องจาก HF สามารถกัดกร่อนแก้วได้
  • หลังใช้งานควรปิดฝาภาชนะทันที และภาชนะที่แบ่งบรรจุต้องมีฉลากที่ชัดเจน

ดังนั้น การป้องกันอุบัติเหตุจากกรดไฮโดรฟลูออริก (Hydrofluoric Acid: HF) ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) เท่านั้น แต่ควรมี มาตรการป้องกันหลายชั้น ตั้งแต่

  • การขจัดออก (Elimination)
  • การทดแทน (Substitution)
  • การควบคุมทางวิศวกรรม (Engineering Controls)
  • การควบคุมด้านการบริหารจัดการ (Administrative Controls)
  • อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE)
  • การเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน (Emergency Preparedness)

สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ PPE เป็นแนวป้องกันด่านสุดท้าย ไม่ใช่ด่านแรกของการจัดการความเสี่ยง การป้องกันที่มีประสิทธิภาพจึงต้องเริ่มตั้งแต่การลดหรือกำจัดอันตราย การออกแบบระบบและสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย การกำหนดวิธีปฏิบัติงานที่เหมาะสม ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ

เหตุการณ์นี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และไม่ควรสรุปสาเหตุหรือกล่าวโทษผู้ปฏิบัติงานก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสสำคัญที่มหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการทุกแห่งควรกลับมาทบทวนว่า

  • หากวันนี้เกิดเหตุ HF กระเด็นใส่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น นิสิตหรือนักวิจัย เราพร้อมจริงหรือไม่?
  • ผู้ปฏิบัติงานรู้หรือไม่ว่าต้องทำอะไรภายในวินาทีแรก?
  • ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์รู้หรือไม่ว่าควรช่วยอย่างไรโดยไม่ทำให้ตนเองได้รับอันตราย?
  • ฝักบัวฉุกเฉิน (Emergency shower) และอ่างล้างตาฉุกเฉิน (Emergency eyewash) สามารถเข้าถึงได้ทันทีหรือไม่?
  • มียาแก้พิษ (antidote) เช่น calcium gluconate gel ในกรณีสัมผัส HF หรือไม่ และทุกคนรู้ว่าอยู่ที่ไหน?
  • มีระบบแจ้งเหตุและนำส่งโรงพยาบาลที่ชัดเจนหรือไม่?
  • ผู้ปฏิบัติงานได้รับการฝึกซ้อมจริง หรือเพียงอ่าน SOP เท่านั้น?

คำถามเหล่านี้สำคัญกว่าการถามว่า “เรามี SOP แล้วหรือยัง?” เพราะการมี SOP ไม่ได้หมายความว่าเรามีระบบความปลอดภัยที่ใช้งานได้จริง

เมื่อเกิดการสัมผัส HF ต้องถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ หลักสำคัญคือ หยุดการสัมผัส → กำจัดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อน → ชะล้างทันที → ใช้มาตรการปฐมพยาบาลเฉพาะสำหรับ HF ตาม SOP → ติดต่อหน่วยฉุกเฉินและนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ไม่ควรรอให้อาการปวดหรือแผลปรากฏก่อนจึงเริ่มดำเนินการ ห้องปฏิบัติการที่มีการใช้ HF ควรมีแผนฉุกเฉินที่ระบุอย่างชัดเจนว่า ใครเป็นผู้แจ้งเหตุ ใครเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ จะใช้ emergency shower/eyewash ที่ใด อุปกรณ์ปฐมพยาบาลสำหรับ HF อยู่ที่ไหน จะติดต่อโรงพยาบาลหรือหน่วยฉุกเฉินอย่างไร จะนำข้อมูลความเข้มข้นและปริมาณ HF ที่เกี่ยวข้องไปให้บุคลากรทางการแพทย์อย่างไร

กรดไฮโดรฟลูออริกเป็นสารเคมีที่มีประโยชน์อย่างมากทั้งในงานวิจัยและอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสารที่มีความเสี่ยงสูงและต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจว่า อุบัติเหตุจาก HF สามารถเปลี่ยนจากเหตุการณ์ในห้องปฏิบัติการให้กลายเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บหลายคนและอาจถึงแก่ชีวิตได้ภายในเวลาอันสั้น สิ่งที่เราควรเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียง “ระวัง HF” แต่คือ “ออกแบบระบบให้เมื่อเกิดความผิดพลาด ความผิดพลาดนั้นไม่กลายเป็นโศกนาฏกรรม” ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการหรือสถานที่ทำงานที่แท้จริงไม่ได้วัดจากการที่เราไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ แต่รวมถึงความพร้อมของเราที่จะ ป้องกัน ตรวจพบ ตอบโต้ และลดความรุนแรงของเหตุการณ์เมื่อสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น


เอกสารอ้างอิง

Livedoor News (2026). Hokkaido University issued a statement after a graduate student died of hydrogen fluoride. Available at: https://news.livedoor.com/topics/detail/32176765/ (Accessed: 28 August 2026).

FNN Prime Online (2026).  One graduate student died in the chemical "hydrogen fluoric acid" at the Faculty of Science of Hokkaido University. Available at: https://www.fnn.jp/articles/-/1102961 (Accessed: 28 August 2026).

Nippon.com (2026). Hokkaido Univ. graduate student dies after hydrofluoric acid exposure. Available at: https://www.nippon.com/en/news/yjj2026082701107/hokkaido-univ-graduate-student-dies-after-hydrofluoric-acid-exposure.html (Accessed: 28 August 2026).

SHECU (2021). กรณีศึกษา/ข้อมูลความปลอดภัยเกี่ยวกับกรดไฮโดรฟลูออริก. Available at: https://www.shecu.chula.ac.th/home/content.asp?Cnt=604 (Accessed: 28 August 2026).

หมายเหตุ บทความนี้คิดค้นและเขียนโดยผู้เขียน โดยมี Generative AI ร่วมช่วยวางโครงเรื่องและเกลาสำนวนภาษาเพื่อความสละสลวย